ทำไมต้องยีนส์

posted on 02 Nov 2012 19:40 by peamoo
  ชอบมีคนพูดว่าสิ่งที่ยากที่สุดของการเดินทางคือการเริ่มต้นออกเดินทาง สิ่งที่ยากที่สุดของชีวิตคือการเกิด และสิ่งที่ยากที่สุดของการแต่งเพลงคือท่อนแรก  ดูเหมือนทุกอย่างที่กล่าวมาจะเป็นความจริงที่เหมือนกันอย่างน่าประหลาด การเริ่มต้นเขียนบล็อคใหม่ของผมนั้นก็เช่นกันมันเป็นการเริ่มต้นที่ยาก ยากทั้งการคิดและการอธิบายเป็นคำพูดว่าเป็นยังไง แต่ถ้าจะให้เปรียบเทียบให้เข้ากับชื่อบล็อคของตัวเอง มันก็คงคล้ายกับตอนที่ผมคิดจะซื้อยีนส์ผ้าดิบตัวแรกมาใส่ประมาณนั้น

ผมยังจำวันที่ผมซื้อได้ดี  ในตอนนั้นผมก็เหมือนเด็กวัยรุ่นทั่วไปเห็นเพื่อนมีอยากมีบ้าง เป็นความรู้สึกที่ผมว่าทุกคนต้องเคยเป็น อ่านถึงตรงนี้หลายคนคงอาจจะคิดว่าผมคงเป็นวัยรุ่นที่เห็นเพื่อนใส่กางเกงยี่ห้อ N กันเต็มไปหมดแล้วต้องหามาเพื่อที่จะใส่ให้เข้ากับกลุ่มเพื่อน ในตอนแรกนั้นใช่ครับ ผมอยากได้กางเกงยี่ห้อ N มาก เพื่อนในคณะใส่กันเยอะ(แต่ไม่เท่าในตอนนี้ที่ใส่กันเยอะเกิ๊น) ผมในตอนนั้นพยายามหาข้อมูลทั้งจากเว็บ ทั้งหาว่าซื้อที่ไหนได้ถูกๆ ไปลองที่ร้าน p ก็มี หลังจากเก็บตังไปเรื่่อยๆจากการทำงานพิเศษ ผมก็เก็บเงินได้มากพอ แต่เกิดเหตุอะไรไม่รู้ทำให้ผมไม่ได้ซื้อกางเกงยี่ห้อ N ผมเลยเก็บตังต่อไปท่องเว็บยีนส์หาข้อมูลต่อไป จนเริ่มสนใจในกางเกงยี่ห้อ P พอเก็บตังครบปุ๊ปก็รีบไปถอยทันที  ซื้อก่อนวันเกิด 4 วันเป็นของขวัญวันเกิดตัวเองที่แพงสุดในชีวิต
 
ชีวิตหลังการมีกางเกงยีนส์ผ้าดิบต่างไปโดยสิ้นเชิงครับ แต่ไม่ใช่ซื้อเสร็จต้องย้ายบ้านหรือติดโปรโดนไทล์ใช้หนี้หัวโตนะครับ ที่ต่างไปคือการดำเนินชีวิตในแต่ละวันของการใส่ยีนส์ จากที่เคยก่อนออกไปเรียนแค่ใส่กางเกงสแลคเสร็จออกไปได้เลย พอมีกางเกงยีนส์เพิ่มเข้ามา ผมต้องมานั่งใส่ถุงเท้าก่อนใส่กางเกงแล้วค่อยใส่กางเกง พอใส่เรียบร้อยก็ต้องมานั่งจัดปลายขา และปิดท้ายด้วยการลุกนั่งหลังใส่รองเท้าเพื่อให้รอยพับหลังเข่าเข้าทรงเสร็จสิ้นพิธีการจึงออกไปเรียนได้ นอกจากการใส่ว่ายากแล้วการถอดยิ่งยากกว่า การจะถอดกางเกงยีนส์แต่ละทีโดยทำให้กางเกงยังคงรูปเดิมอยู่นั้น ผมต้องใช้เวลากว่า 5 นาทีในการถอด การถอดเริ่มจากปลดกระดุมแล้วค่อยๆถอดออกทีละนิดเหมือนการถอดถุงเท้าเพิ่มไม่ให้ถุงเท้ายืด นอกจากต้องทนการใส่ถอดที่ยาก ผมยังต้องทนเสียงวิภาควิจาณจากคนรอบข้าง ทั้ง "กางเกงบ้าอะไรวะตัวละเป็นหมื่น"  "ไปตัดขาเถอะ" "ใส่ไม่สวยเลย" กับ "ทำไมไม่เดฟวะ" เรื่องตัวละเป็นหมื่นนี่ผมไม่ค่อยจะสนใจ แต่การให้ไปแก้ทรงกางเกงยีนส์นี่ผมเซงจริงๆ ก็เข้าใจว่าแฟชันสมัยนี้เค้าใส่เดฟกัน ยิ่งเดฟขาตะเกียบเท่าไหร่ยิ่งเท่ แต่ผมคนนึงหละที่ไม่ใช่ ทำไมซื้อกางเกงแพงทั้งทีต้องไปทรมาณตัวเองด้วยไม่เข้าใจจริงๆ 
 
หลังจากผ่านมรสุมช่วงบ้าเห่อของใหม่ไปได้ ผมก็เริ่มทำตัวสบายๆขึ้น เริ่มไปมหาลัยได้เร็วขึ้น เริ่มชินไปกับเสียงวิภาควิจาณ เริ่มใส่กางเกงลุยมากขึ้น จนถึงขนาดใส่ไปทำงานก่อสร้าง(บนค่าย)จนเป็นแบบนี้

 
(แต่เหมือนจะ หนักไปนิด 555555)
 
ที่จริงการเปรียบเปรยชิวิตของแต่ละคนอาจจะไม่เหมือนกัน อย่างเช่นพี่ผมคนนึงมองชีวิตพินิจผ่านเบียร์ บางคนก็มองว่าชีวิตเหมือนกับหนังสือ หรือจะมองเป็นอะไรก็ตามแต่ แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการมีชีวิตที่เป็นตัวของตัวเองไม่จำเป็นต้องไปเหมือนใคร แค่นั้นก็พอแล้ว
 
สุดท้ายสถานะเอ็นทรี่นี้ของผมทั้งการใช้ภาษา การเว้นวรรค หรือเรื่องที่เขียนอาจจะยังดูติดๆขัดๆไปบ้าง เหมือนกับการใส่ยีนส์ครั้งแรก ยีนส์อาจจะยังไม่เข้าข้อกับขาเรา แต่พอเขียนไปซักพักผมก็หวังว่ายีนส์ตัวนี้จะใส่ออกมาแล้วเข้าข้อกับขาของผมซักวันหนึ่งครับ ^^